โฮงยาโรงพยาบาลสอง

ฝ่ายเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค

การแพ้ยาคืออะไร
               การแพ้ยา เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป โดยไม่ขึ้นกับ ความแรงของยาที่ใช้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นกับยาใดหากผู้ป่วยยังไม่เคยได้รับยานั้นๆ มาก่อน

                                                   
อาการแพ้ยาที่พบได้บ่อย ได้แก่

• ผื่นคัน ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันโดยอาจเกิดได้ทั้งผื่นนูนคันแบบลมพิษ ผื่นเป็นเม็ดผด หรือเป็นตุ่มน้ำพอง
• อาการบวมโดยเฉพาะตามหน้า ปาก เปลือกตา ซึ่งอาการบวมจากการแพ้ยานั้นมักจะมีลักษณะเฉพาะคือมีอาการบวมตึง sหากกดผิวหนังบริเวณที่บวม จะเด้งกลับคืนรูปเดิม ไม่บุ๋มลงไปตามรอยกด
• เกิดแผลตามเยื่อบุอ่อน ๆ มีอาการแสบเคืองตาหรือปัสสาวะ/อุจจาระแสบขัด ซึ่งอาจเกิดจากมีแผลในทางเดินปัสสาวะ/อุจจาระได้
• แน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย จนถึงขั้นหมดสติไม่รู้ตัว
ทั้งนี้อาการที่เกิด จะขึ้นกับระยะเวลาที่ใช้ยา อาการแพ้บางอย่างจะเกิดขึ้นเร็ว ใช้ยาไปเพียง 1-2 วันก็สามารถเกิดขึ้น อาการบางอย่างอาจต้องใช้ยาติดต่อกันนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนจึงจะเกิดขึ้นมาได้ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการข้างต้นเพียงอย่างเดียวหรืออาจเกิดหลายอาการพร้อมกันได้ ในบางรายก่อนจะเกิด อาการแพ้ยาขึ้นนั้นอาจมีอาการนำบางประการ เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่ได้เป็นอาการที่มีอยู่เดิม

                

การแพ้ยาต่างจากอาการข้างเคียงจากยาอย่างไร

            อาการข้างเคียงจากยานั้นเกิดจากฤทธิ์ของยาที่ใช้และมักจะขึ้นกับความแรงของยา กล่าวคือ ยิ่งใช้ยามากเท่าใด ก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการข้างเคียงจากยานั้น ๆ มากยิ่งขึ้น

อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่
• อาการง่วงนอน ซึม มึนงง จากยาลดน้ำมูก
• อาการท้องเดิน ถ่ายเหลวจากยาปฏิชีวนะ
• อาการปวดแสบท้อง คลื่นไส้อาเจียนจากยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดส์ (NSAIDs)




หากเกิดการแพ้ยาขึ้นควรจะปฏิบัติตนอย่างไร

หากเกิดอาการที่สงสัยได้ว่าอาจเป็นการแพ้ยา ให้ปฏิบัติตนดังนี้
1) หยุดยาทุกตัวที่ใช้อยู่ทันที
2) รีบไปพบแพทย์ที่อยู่ใกล้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ผู้สั่งยาที่ใช้ เพื่อทำการรักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้น
3) เมื่อพบแพทย์ ให้แจ้งประวัติยาที่ใช้อยู่ รวมถึงสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้ร่วมด้วย เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากยา การให้ประวัติอย่างถูกต้อง ครบถ้วนจะช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ได้เป็นอย่างมาก
4) เมื่อแพทย์สรุปว่าเป็นอาการแพ้ยาจริง ให้สอบถามชื่อยาที่สงสัยหรืออาจให้แพทย์จดชื่อยานั้นแล้วพกติดตัวเอาไว้ทุกครั้ง เพื่อนำไปแสดงให้กับแพทย์ผู้อื่นในการรักษาครั้งต่อไปทราบว่าผู้ป่วยเคยแพ้ยา

จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้ยาขึ้นได้อย่างไร

              ในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่เคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อน จะไม่ สามารถทำนายได้ว่าผู้ป่วยจะแพ้ยานั้นหรือไม่จึงไม่อาจทำการ ป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้ยาขึ้นได้ส่วนผู้ป่วยที่เคยแพ้ยามาก่อนนั้น สามารถป้องกันไม่ให้เกิด



การแพ้ยากลุ่มเดิมซ้ำขึ้นได้ โดยการปฏิบัติตนดังนี้ 

1) จดจำหรือพกชื่อยาที่ตนเคยแพ้ รวมทั้งให้แจ้งประวัติดังกล่าว
แก่บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนทราบด้วย เผื่อในกรณีที่ผู้ป่วยไม่
สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง
2) แจ้งประวัติแพ้ยาของตนให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบทุก
ครั้งที่เข้ารับการรักษา
3) สอบถามชื่อยา สรรพคุณและวิธีใช้อย่างละเอียดทุกครั้งเมื่อ
ได้รับยาหรือต้องการใช้ยาใด ๆ
4) หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่ทราบชื่อ ชนิดและสรรพคุณชัดเจน
รวมถึงยาชุดต่าง ๆ เนื่องจากอาจมียาที่ตนเคยแพ้ปะปนอยู่
“หยุดยา หาหมอ ขอชื่อยาทุกครั้งที่แพ้ยา”


เอกสารอ้างอิง
1) ธิดา นิงสานนท์, จันทิมา โยธาพิทักษ์. ตรงประเด็น...เรื่อง Adverse Drug Reaction. กรุงเทพฯ: สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล(ประเทศไทย), 2549.
2) ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ. คู่มือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ความผิดปกติทางระบบผิวหนัง(ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. 2548.
3) นารัต เกษตรทัต. คู่มือติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ทหารผ่านศึก

 


งานคบส.

อาหาร ยา เครื่องสำอางค์ หรือผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ หากใช้แล้วเกิดอันตรายต่อร่างกาย

            เมื่อผู้บริโภคเกิดปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการด้านสุขภาพ และสิทธิด้านสุขภาพ ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้โดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย เบื้องต้นสามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน อย. 1556 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง