[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
โรงพยาบาลสอง :: Song Hospital
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
ค้นหา   
เมนูหลัก
พันธมิตรสุขภาพ
รพ.สต.ในเครือข่าย

link banner
e-Learning

ห้องยา

KM&R2R

งาน IC
งานคุณภาพโรงพยาบาล
แผนผังเว็บไซต์
ห้องคลอด
Thai Traditional Medicine
กลุ่มงานบริหาร
ITA Songhosp
การจัดซื้อจัดจ้าง
โรงพยาบาลคุณธรรม
ช่องทางการร้องเรียน
แผนงานยุทธศาสตร์
มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ
สุขศึกษา


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ชำแหละ 4 ประเด็นหลังเกม แมนยูฯ บุกอัด โซเซียดัด ยับเยิน ศึกยูโรปาลีก  VIEW : 35    
โดย กก

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 28
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 4
Exp : 29%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 104.248.154.xxx

 
เมื่อ : ศุกร์์ ที่ 19 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เวลา 16:07:11    ปักหมุดและแบ่งปัน




“ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกมาถล่ม เรอัล โซเซียดัด ขาดลอย และนี่คือ 4 ประเด็นสำคัญที่ได้เห็นจากเกมนี้

1.รูปเกม

เปิดฉากครึ่งแรกมาแค่นาทีเดียว แมนยูฯ เกือบเสียประตูจากจังหวะที่ เอริก ไบญี ทำบอลลั่นมาเข้าทาง อเล็กซานเดอร์ อิซัค ซัดหลุดเสาไปนิดเดียว แต่นาทีที่ 2 ปิศาจแดงสวนคืน มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้หลุดไปซัดในเขตโทษแต่ดันยิงไปติดเซฟผู้รักษาประตู ต่อมานาทีที่ 3 โซเซียดัดเกือบได้เฮเมื่อ อิซัค ได้ซัดเน้นๆ แต่ ดีน เฮนเดอร์สัน ปัดออกไปได้ จากนั้นนาทีที่ 16 โอกาสของแมนยูฯ เมื่อ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซัดด้วยขวาในเขตโทษแต่โดนเซฟออกไปได้ และในนาทีที่ 19 แมนยูฯ น่าขึ้นนำสุดๆ บรูโน เฟอร์นันเดส จ่ายบอลให้ แรชฟอร์ด ยิงโล่งๆ แต่ดันซัดไปติดเซฟอีกแล้ว กระทั่งนาทีที่ 27 แมนยูฯ นำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ผู้รักษาประตูกับผู้เล่นของโซเซียดัดชนกันเองจนบอลมาเข้าทาง บรูโน ซัดเข้าไปตุงตาข่าย ก่อนจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง ช่วงแรกเป็น โซเซียดัด ที่ครองบอลและพยายามบุกใส่ผีแดง แต่ทว่านาทีที่ 57 กลายเป็น ยูไนเต็ด หนีเป็น 2-0 จากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด จ่ายบอลขึ้นหน้า และเป็น แดเนียล เจมส์ ปรี่มาจับบอลแรงแต่กลายเป็นดีลั่นมาเข้าทาง บรูโน ยิงด้วยขวาเข้าไปไม่เหลือซาก พอได้ประตูที่สอง แมนยูฯ ครองเกมเอาไว้ได้หมด นาทีที่ 64 ยูไนเต็ด นำห่าง 3-0 จากจังหวะโต้กลับเร็วที่ ดีน เฮนเดอร์สัน ออกบอลเร็วให้ เฟร็ด แทงทะลุขึ้นหน้าให้ แรชฟอร์ด ควบพาบอลเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น และในนาทีที่ 90 แมนยูฯ มาได้ประตู 4-0 ปิดกล่อง จากจังหวะที่ แดเนียล เจมส์ พาบอลกระชากจากฝั่งขวาเข้ากรอบเขตโทษก่อนซัดเข้าไปตุงตาข่าย โอกาสเข้ารอบ 16 ทีมสดใสสุดๆ โดยนัดที่ 2 จะแข่งขันในวันที่ 25 ก.พ. นี้

2.ฟอร์มของ อัดนัน ยานูไซ เด็กเก่าผี

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนบอลรอติดตามชม สำหรับการกลับมาเจอทีมเก่าครั้งแรกของ อัดนัน ยานูไซ อดีตปีกของปิศาจแดงที่วันนี้กลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของ เรอัล โซเซียดัด ซึ่งเจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มได้ค่อนข้างดีโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกที่มีจังหวะปั่นด้วยซ้ายในเขตโทษ บอลหลุดเสาสองออกไปนิดเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะมีจังหวะแทงบอลไปให้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ซัดหลุดเสาออกไป ก่อนที่ครึ่งหลังจะแทบไร้บทบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกมนี้ ยานูไซ มีอาการตื่นเต้นอยู่พอสมควร เล่นไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ บางจังหวะที่เขาเคยออกบอลเร็ว เกมนี้เขากลับเล่นหลายจังหวะมากเกินไปจนทำให้เกมรุกของทีมไม่ค่อยไหลลื่นอย่างที่ควรจะเป็น จังหวะลากเลื้อยริมเส้นก็ไม่ค่อยดุดัน โดน อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้ายของแมนยูฯ จัดการได้หมด แต่เชื่อได้เลยว่า แฟนบอลของปิศาจแดง จะยังคงตามให้กำลังใจเจ้าตัวต่อไปอย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็เคยสวมชุดสีแดงช่วยทีมมาไม่น้อย

3.คิดไม่ออกบอกบรูโน-แรชฟอร์ดทั้งดีและแย่

เกมนี้ถ้า แมนยูฯ ไม่มี บรูโน เฟอร์นันเดส ไม่รู้จะสามารถบุกมาคว้าชัยได้หรือไม่ เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจริงๆ ประตูที่ยิงขึ้นนำ 1-0 ในนัดนี้ก็แสดงให้เห็นถึงการมีสมาธิจดจ่อกับเกมอยู่ตลอดเวลา และฉกฉวยความผิดพลาดของคู่แข่งจนนำมาซึ่งโอกาสในการซัดตุงตาข่าย จากนั้นยังมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ ให้ แรชฟอร์ด แต่ แรชฟอร์ด ดันยิงไปติดเซฟอย่างน่าผิดหวัง จากนั้นครึ่งหลัง บรูโน ก็มายิงสุดคมให้ทีมหนีเป็น 2-0 และทำให้ทีมเล่นง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ส่วน แรชฟอร์ด เชื่อว่า 2 จังหวะที่เขามีโอกาสหลุดไปยิงจ่อๆ แต่ซัดไปติดเซฟคงไม่ถูกใจแฟนบอลอย่างแน่นอน แต่เขาก็แก้ตัวได้กับการทำแอสซิสต์ในประตูขึ้นนำ 1-0 ก่อนจะมายิงให้ทีมนำห่าง 3-0

4.โอกาสเข้ารอบสดใส

การบุกมาถล่มคู่แข่งได้ด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 4-0 ในนัดแรกแบบนี้ ทำให้ ปิศาจแดง แทบจะลอยลำผ่านเข้ารอบ 16 ท้ายเต็มที เพราะคงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่พวกจะพลาดท่าแพ้แบบย่อยยับในนัดที่ 2 แม้ในทางทฤษฎีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แต่ความเป็นจริงดูแล้วพวกเขาคงไม่น่าจะประมาทเสียประตูมากมายขนาดนั้น ดังนั้น ยูโรปาลีก จึงเป็นถ้วยที่พวกเขามีโอกาสเช่นกันที่จะคว้าแชมป์ เพราะถ้ามองในพรีเมียร์ลีก โอกาสได้แชมป์นั้นเลือนลางลงไปทุกที เนื่องจากมีแต้มตามหลังจ่าฝูง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 10 แต้ม นอกจากนี้พวกเขายังยังเหลือ เอฟเอ คัพ ให้ลุ้นอีก 1 รายการด้วย เพราะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว